จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2555

พยากรณ์อากาศประจำที่ 21 สิงหาคม 2555

           ลักษณะอากาศทั่วไปเมื่อเวลา 04:00 น. ร่องมรสุมพาดผ่านประเทศพม่า ลาว และเวียดนามตอนบน เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำในอ่าวตังเกี๋ย ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนกระจายถึงเกือบทั่วไป และมีฝนตกหนักบางแห่ง
อนึ่ง พายุไต้ฝุ่น “เทมบิง” (TEMBIN) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ มีทิศทางการเคลื่อนตัวไปทางใต้หวัน และประเทศจีนตอนใต้ ผู้ที่จะเดินทางไปบริเวณดังกล่าวควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทาง

            พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้.
ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง
บริเวณจังหวัดตาก แม่ฮ่องสอน เชียงราย และเชียงใหม่
อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-34 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตก ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดหนองคายและอุดรธานี
อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตก ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง
บริเวณจังหวัดกาญจนบุรี สุพรรณบุรี อุทัยธานี และนครสวรรค์
อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมาก
บริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี จันทบุรี และตราด
อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ส่วนบริเวณฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร
สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และสงขลา
อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง ประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนองและพังงา
อุณหภูมิต่ำสุด 21-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ส่วนบริเวณฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากในช่วงบ่ายถึงค่ำ
อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส




ที่มา:http://www.tmd.go.th/daily_forecast.php

วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2555

"แบล็คแคนยอน"เร่งขยายอาเซียน บุก"ลาว-ฟิลิปปินส์"เปิดแบรนด์ใหม่เพิ่มฐานลูกค้า

          นางกรรณิการ์ ชินประสิทธิ์ชัย ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แบล็คแคนยอน (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ปัจจุบันร้านแบล็คแคนยอนมีหลากหลายโมเดล ปัจจุบันมีเปิดให้บริการ 229 สาขาในไทย ประกอบด้วยแบล็คแคนยอนคอฟฟี่ โมเดลร้านอาหารที่มีอาหารและกาแฟให้บริการ, สาขาที่เน้นเปิดในปั๊มน้ำมัน เรียกว่า "แบล็คแคนยอน

          คิทเช่น" นอกจากนี้ ยังมีร้านขนาดเล็กที่เปิดบนรถไฟฟ้าและปั๊มน้ำมัน รวมถึงในแอร์พอร์ต นอกจากนี้ก็ยังมีร้านไอศกรีมแบรนด์ "เจลาโตนี่" ที่มีเปิดให้บริการ 7 สาขา  ตั้งแต่ปีที่แล้วบริษัทยังได้เปิดแบรนด์ใหม่ที่ชื่อ "คาเฟ่ อินทีเรีย" (Cafe interia) ปัจจุบันมี 2 สาขา เป็นร้านที่เน้นความทันสมัยและมีความเป็นพรีเมี่ยมมากยิ่งขึ้น
        โดยราคาจะสูงกว่าแบล็คแคนยอนประมาณ 20% แบรนด์แคแร็กเตอร์จะดูสนุกสนานมากยิ่งขึ้น ส่วนอาหารจะเป็นแนวฟิวชั่น ถือเป็นแนวรบใหม่ของบริษัทเพื่อเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น  "ปัจจุบันค้าปลีกใหม่ ๆ คอมมิวนิตี้มอลล์ที่เปิดให้บริการเน้นสไตล์กิ๊บเก๋มากขึ้น ตามไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ เราจึงจำเป็นต้องมีร้านอาหารที่เน้นสไตล์ที่เก๋ ๆ เพื่อเหมาะกับผู้บริโภค และค้าปลีกแนวใหม่ ๆ" นางกรรณิการ์กล่าวและว่า นอกจากนี้ ปีนี้เป็นปีที่บริษัทเดินหน้าขยายสาขาในยังต่างประเทศมากขึ้น ล่าสุดไปเปิดสาขาในเวียงจันทน์ ประเทศลาว ในเดือนพฤษภาคม และฟิลิปปินส์ ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ้ปัจจุบันแบล็คแคนยอนมีสาขาในต่างประเทศ 43 สาขา และครอบคลุมเกือบทุกประเทศในอาเซียน ขาดเพียงบรูไน, เวียดนาม เท่านั้น ซึ่งทำให้บริษัทมีความพร้อมในการรับมือกับเออีซี ที่จะเกิดขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า

         ทั้งนี้ รูปแบบในการเข้าไปยังประเทศต่าง ๆ จะเป็นการหามาสเตอร์แฟรนไชส์คนท้องถิ่น เพื่อรับผิดชอบในการเปิดสาขาในแต่ละประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก บริษัทมีการปรับตัวโดยคิดค้นเมนูที่เหมาะกับแต่ละประเทศอีกด้วย ความได้เปรียบอย่างหนึ่งคือ เมนูอาหารที่มีหลากหลายแนวทั้งอาหารไทย, ฟิวชั่นฟู้ด และอาหารแนวตะวันตก ทำให้แบล็คแคนยอนสามารถรุกตลาดนอกประเทศได้หลากหลาย
          ผู้บริหารแบล็คแคนยอนกล่าวอีกว่า ด้วยการที่อาหารไทยได้รับความนิยมในตลาดโลกอยู่แล้ว ถือเป็นความได้เปรียบของบริษัทในการรุกตลาด โดยแบล็คแคนยอนถือเป็นร้านอาหารรายแรก ๆ ที่บุกตลาดต่างประเทศอย่างจริงจัง ที่ผ่านมาบริษัทยังมีการส่งคนไปประกวดอาหารต่าง ๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และทำให้แบรนด์ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น อาทิ การได้แชมป์บาริสต้าโลก รวมถึงแชมป์ผัดไทยโลก ฯลฯ
         "เราเปิดที่สิงคโปร์ที่แรกเมื่อ 13 ปีที่แล้ว วันนี้จะว่าเราเป็นรีจินอลแบรนด์ของอาเซียนก็สามารถพูดได้ แล้วแต่จะมอง แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ เราเป็นตัวอย่างของธุรกิจไทยในการก้าวไปข้างหน้า ไม่จำกัดอยู่แค่ประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันเรียกว่าคงเป็นเป้าหมายของแบรนด์ร้านอาหารไทยหลาย ๆ แบรนด์" ตั้งแต่ต้นปีบริษัทเปิดไปแล้ว 14 สาขา ใน 4-5 เดือนหลังมีแผนเปิดอีก 10 สาขา จากเป้าหมายที่วางไว้ปีนี้ 15 สาขา ถือว่าเกินเป้าหมายที่วางไว้ ปัจจุบันสาขาที่เปิดในไทยเป็นระบบแฟรนไชส์ 40% สำหรับงบฯลงทุนเปิดสาขาปีนี้วางไว้ที่ 90 ล้านบาท โดยบริษัทตั้งเป้าเติบโตปีนี้ 15%





ที่มา:http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1345179533&grpid=no&catid=no

โธมัส แชมเบอร์ คอนติเนนทอลฟันธง ไทยเหนือกว่าทุกประเทศ

         หลังเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย 5 ปีเศษ วันนี้ "โธมัส แชมเบอร์" กรรมการผู้จัดการ บริษัท คอนติเนนทอล ออโตโมทีฟ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตชิ้นส่วนชั้นนำของโลกสัญชาติเยอรมัน บอกว่า วันนี้คอนติเนนทอลฯก้าวไปเกินคาด มีทั้งลูกค้าในกลุ่มส่งออก รวมทั้งโรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศไทย OEM ถึง 9 ค่ายรถยนต์ พร้อมตั้งเป้าว่าจะต้องเติบโตเหนือตลาดรวมทั้งประเทศไทยด้วย ภายใต้กลยุทธ์สร้าง "สมดุล"

 ผลประกอบการช่วงที่ผ่านมา

         ครึ่งปีแรกของทั้งกลุ่มเราโตกว่าปีก่อน ม.ค.-ก.ค. 1.6 หมื่นล้านยูโร จากปีก่อนที่ทำได้ 1.4 หมื่นล้านยูโร สาเหตุเติบโตสวนกระแสภาวะเศรษฐกิจยุโรปที่เกิดปัญหานั้น เนื่องจาก 3 สาเหตุหลัก คือ การเติบโตของตลาดเอเชียเข้าไปทดแทนตลาด รวมถึงการเลือกผลิตสินค้าในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างกลุ่มชิ้นส่วน "อิเล็กทรอนิกส์" ระบบการสื่อสารภายในที่มีการเติบโตค่อนข้างสูง และการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

         ส่วนผลประกอบการในปีที่ผ่านมาของตลาดเอเชียนั้น มีรายได้ที่ 5,000 ล้านยูโร ส่วนประเทศไทย อาเซียน และออสเตรเลียนั้น มีรายได้รวมกันที่ 841 ล้านยูโร

          ส่วนเป้าหมายปีนี้ทั้งกรุ๊ปจะทำได้ 3.3 หมื่นล้านยูโร โตเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 7% ขณะที่ยอดการผลิตรถยนต์ทั่วโลกคาดว่าจะมีสูงถึง 79 ล้านคัน ทั้งนี้รายได้ของบริษัทนั้นเป็นผลมาจากอุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่นฟื้นตัว

 กำลังผลิตและการลงทุน
         ปัจจุบันโรงงานผลิตที่ "อมตะซิตี้" ได้มีการลงทุนเพิ่มเติมในส่วนของการจัดซื้อเครื่องจักรมูลค่า 400 ล้านบาท ปัจจุบันผลิตได้แค่ 47% ของกำลังการผลิตทั้งหมด ดังนั้นเม็ดเงินที่ลงไปจะเพิ่มกำลังผลิตได้อีก 10% ภายในปี 2557 ขณะนี้ได้มีการเพิ่มพนักงานจาก 400 คนเป็น 500 คนในช่วงที่ผ่านมา ส่วนสำนักงานขายนั้น บริษัทได้เพิ่มพนักงานอีก 30% เพื่อเพิ่มคุณภาพงานขาย รวมทั้งการวิจัยและพัฒนา เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย รวมถึงการรองรับ AEC ในอนาคตด้วย

 กลยุทธ์หลักปีนี้
         แผนบริษัทแม่ 7 อย่างสู่ความยั่งยืน เราเอามาใช้ในเมืองไทยด้วย ความเป็นบริษัทระดับโลกเราได้กำหนดกลยุทธ์ "การสร้างความสมดุล" ใช้ในกลุ่มแล้วกลยุทธ์ดังกล่าว

         เริ่มต้นด้าน "การเจริญเติบโต" ของแต่ละภูมิภาค เดิมโตในอเมริกาและยุโรป แต่วันนี้ต้องมาสร้างความสมดุลในตลาดเอเชีย และจะต้องโตทุกตลาดทั่วโลก สำหรับประเทศไทยและอาเซียนนั้นจะต้องมีความสมดุล

         "ด้านเทคโนโลยี" เดิมสนับสนุนเทคโนโลยี R&D ให้กลุ่มรถระดับพรีเมี่ยม วันนี้ต้องสร้างความสมดุลในกลุ่มอีโคคาร์ด้วย

         "ด้านยอดขาย" ด้วยการกระจายยอดขายในประเทศไทยไปยังลูกค้าหลากหลายยี่ห้อ "ด้านการเป็นผู้นำตลาด" วันนี้กลุ่มได้ขึ้นเป็นผู้นำอันดับ 2 ของโลก ส่วนประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนเราจะต้องก้าวขึ้นเป็นผู้นำอันดับ 3 ให้ได้ โดยปัจจุบันในกลุ่มระบบส่งกำลังเราติด 1 ใน 3 แล้ว ส่วนด้านอื่น ๆ คาดว่าต้องใช้ระยะเวลาอีก 5 ปีจากนี้จะต้องติด 1 ใน 3 ให้ได้

         "ด้านการเติบโตสูงสุด" ในตลาดนั้น ๆ ในอัตราที่สูงกว่าตลาดและมีกำไรสูงกว่าอัตราเฉลี่ย "ด้านประสิทธิภาพสูงสุด" รวมถึงการรักษาตำแหน่งสูงสุดในโลกด้านการผลิต และสุดท้ายคือ "ทีมงานที่ดีที่สุด"

 เตรียมรับมือ AEC
           เราเห็นโอกาสมหาศาลในการเคลื่อนไหวสินค้า เงินทุน โดยไทยต้องมีการทำงานอย่างโปร่งใสเพื่อรับตรงนี้ คอนติเนนทอลฯพร้อมเป็นฐานรองรับการเติบโต เนื่องจากมีโรงงานในไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์แล้ว แต่ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่น่าสนใจต่อการลงทุนของกลุ่มในอนาคต ทั้งเรื่องการสนับสนุนที่ดีจากภาครัฐ ปัจจัยพื้นฐานต่าง ๆ แต่ทั้งนี้ข้อกำหนดเกี่ยวกับยานยนต์ มาตรฐานสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย การให้ข้อมูล รวมถึงรถราคาประหยัด ประเทศไทยจะต้องทำให้ได้มาตรฐานโลก รัฐบาลควรปรับระบบภาษีโดยมองไปที่ผลมาตรฐานการปล่อยก๊าซ Co2 โดยไม่กำหนดเชื้อเพลิงและเทคโนโลยี ระบบภาษีนั้นมีความสำคัญมาก และอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและบริษัทชิ้นส่วนเองก็มีความสำคัญมากต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ การเคลื่อนย้ายแรงงาน วิศวกร ไม่ได้ทำงานเฉพาะโรงงาน แต่ดูแลเรื่องการบริหาร อยากให้รัฐบาลดูแลเรื่องบุคลากรที่จะป้อนเข้าอุตสาหกรรมยานยนต์

 ความน่าสนใจของอินโดนีเซีย
         สำหรับอินโดนีเซียกับไทยนั้น วันนี้ไทยมีความน่าสนใจกว่า ทั้งตลาด OEM, บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ซัพพลายเออร์ต่าง ๆ รวมทั้งการสนับสนุนของนโยบายรัฐบาลไทยที่มีเหนือกว่าอินโดนีเซีย

 โอกาสของประเทศไทยมีเหนือกว่า
         เป้าหมายที่รัฐกำหนดไว้สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์นั้น ประสบความสำเร็จด้วยดี ไม่ว่าจะเป็นฐานการผลิตรถปิกอัพ-อีโคคาร์ มีการจ้างงานมากกว่า 500,000 คน สร้างรายได้คิดเป็น 10% ของ GDP อนาคตประเทศไทยตั้งเป้าจะเป็นฐานผลิตรถยนต์ "กรีนคาร์" หรือรถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในปี 2563

         ซึ่งสถาบันยานยนต์ได้ตั้งเป้า 3 ด้าน คือ เทคโนโลยี, บุคลากรและเทคโนโลยี ซึ่งบริษัทพร้อมตอบโจทย์ประเทศไทย ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยต่าง ๆ เครื่องยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งอีวีและไฮบริด ด้านบุคลากร มีการถ่ายทอดระบบการผลิตแบบใหม่ให้วิศวกรได้เรียนรู้ รวมทั้งส่งวิศวกรไปฝึกงานที่บริษัทแม่ รวมทั้งสนับสนุนภาครัฐเรื่องการพัฒนาบุคลากร และบริษัทพร้อมสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตอันดับ 10 ของโลก




ที่มา:http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1345441121&grpid=no&catid=no



ส.ว. เสนอ 7 ชื่อ ชิง รอง ปธ.วุฒิสภา

         การประชุมวุฒิสภา ล่าสุดขณะนี้ ได้เข้าสู่ระเบียบวาระพิจารณาเรื่องด่วน คือ การเลือกรองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 แทนตำแหน่งที่ว่างลง โดย นางพรทิพย์ โล่ห์วีระ จันทร์รัตนปรีดา รองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 ซึ่งฏิบัติหน้าที่แทนประธานวุฒิสภา เปิดโอกาสให้สมาชิกวุฒิสภา เสนอผู้ชิงตำแหน่งรองประธานวุฒิสภา โดย พล.ต.ท.พิชัย สุนทรสัจบูลย์ ส.ว.อุดรธานี ได้เสนอ นายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ส.ว.ราชบุรี เสนอ นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ ส.ว.ปราจีนบุรี พล.อ.เกษมศักดิ์ ปลูกสวัสดิ์ ส.ว.สรรหา เสนอ นายสมัคร เชาวภานันท์ ส.ว.สรรหา นางนิลวรรณ เพชระบูรณิน ส.ว.สรรหา เสนอ ม.ล.ปรียพรรณ ศรีธวัช ส.ว.สรรหา น.ส.สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ส.ว.เพชรบุรี เสนอ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ส.ว.สรรหา นายสมชาติ พรรณพัฒน์ ส.ว.นครปฐม เสนอ นายกฤช อาทิตย์แก้ว ส.ว.กำแพงเพชร อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมวุฒิสภา ได้เปิดโอกาสให้ผู้สมัครชิงตำแหน่งรองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ได้แสดงวิสัยทัศน์คนละ 10 นาที ทั้งนี้ ผู้สมัครชิงตำแหน่งรองประธานวุฒิสภา ได้เริ่มแสดงวิสัยทัศน์แล้ว





ที่มา:http://news.sanook.com/1137298/%E0%B8%AA.%E0%B8%A7.-%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%AD-7-%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD-%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%87-%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B8%9B%E0%B8%98.%E0%B8%A7%E0%B8%B8%E0%B8%92%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2-/

วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2555

สื่อเกาหลีตีข่าว ทักษิณ ไปเกาหลีใต้


           สื่อเกาหลีตีข่าว ทักษิณ บินไปเกาหลีใต้ คาดเพื่อกระชับความสัมพันธ์ 2ประเทศ และหารือเร่องการจัดการน้ำ ขณะที่นพดลอ้างเป็นไปตามหมายกำหนดการเดิม

          สำนักข่าวเคบีเอส ของเกาหลีใต้ ได้รายงานเมื่อวันที่ 18 ส.ค. ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ได้เดินทางเข้ากรุงโซลประเทศเกาหลีใต้แล้ว โดยได้เดินทางถึงสนามบินกิมโป เมื่อช่วงบ่ายของวานนี้
         ซึ่งการเดินทางไปเยือนประเทศเกาหลีใต้ของอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยดังกล่าว ก็เพื่อกระชับความร่วมมือระหว่าง2ประเทศในเรื่องโครงการบริหารจัดการน้ำ
         ด้านนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฏหมายของ พ.ต.ท. ทักษิณ ก็ได้ยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางไปเยือนเกาหลีใต้จริง โดยเป็นหมายกำหนดการเดิมหลังจากเดินทางเยทอนสหรัฐ ทั้งนี้หลังเสร็จสิ้นภารกิจพ.ต.ท.ทักษิณ ก็จะเดินทางไปประเทศจีนเป็นลำดับต่อไป




ที่มา:http://news.mthai.com/headline-news/184198.html

เอแบคโพล เผยคน72%ยากเห็นยิ่งลักษณ์ แจงศึกซักฟอกเอง

          เอแบคโพล เผยถึงผลสำรวจ คนไทยส่วนใหญ่อยากเห็น ยิ่งลักษณ์แจงศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจมากกว่าเฉลิม บอกอยากเห็นทักษิณดงบทบาทที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยมากที่สุดในการเดินทางเยือนต่างประเทศ ห่วงการรับจำนำข้าวมากที่สุดในเรื่องทุจริต

           สำนักวิจัยเอแบคโพล ได้เผยถึงผลสำรวจเรื่อง “บทบาท พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ในเวทีต่างประเทศ” จากกลุ่มตัวอย่าง 2,289 ตัวอย่าง ใน 17 จังหวัดของประเทศ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 67.5 อยากเห็น พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร แสดงบทบาทที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ในขณะที่ร้อยละ 32.5 ไม่อยากเห็น

โดย 5 อันดับบทบาทที่อยากให้ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร แสดงในการเดินทางระหว่างประเทศ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนคนไทย ได้แก่
ร้อยละ84.9 อยากให้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องของประชาชน ค่าครองชีพ ป้องกันวิกฤตเศรษฐกิจจากต่างชาติ
ร้อยละ83.2 อยากให้ชิญชวนนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย
ร้อยละ 69.1 ให้แก้ปัญหายาเสพติดและอาชญากรรม
ร้อยละ 62.5 แก้ปัญหาที่ทำกินชาวไร่ชาวนา
และร้อยละ 61.1 ระบุแก้ปัญหาคุณภาพการศึกษาของเด็กและเยาวชน ตามลำดับ

          ทั้งนี้เมื่อถามถึงการเดินทางเยือนต่างประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ มีผลทำให้ประเทศเปลี่ยนแปลงไปอย่างใดนั้น ร้อยละ 55.4 ระบุการเดินทางไปประเทศต่างๆ ของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ทำให้ประเทศไทยยังคงเหมือนเดิม ในขณะที่ร้อยละ 25.2 ระบุทำให้ประเทศไทยดีขึ้น แต่ร้อยละ 19.4 ระบุแย่ลง

         ขณะเดียวกันเมื่อถามถึงอันดับประเด็นที่ประชาชนอยากให้มีการการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล รวมถึงรัฐมนตรที่ควรถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น พบว่า
ร้อยละ 59.6 ระบุกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายธีระ วงศ์สมุทร ,เรื่องปัญหาจำนำข้าว ราคาผลผลิตทางการเกษตร และบัตรเครดิตชาวนา
ร้อยละ 57.1 ระบุกระทรวงพาณิชย์ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์, เรื่องปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพ
ร้อยละ 55.6 ระบุ กระทรวงการคลัง นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง เรื่อง ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพ
ร้อยละ 49.8 ระบุกระทรวงยุติธรรม พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก เรื่องปัญหายาเสพติด
และร้อยละ 42.1 ระบุกระทรวงมหาดไทย นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ เรื่องปัญหาเยียวยาภัยพิบัติธรรมชาติ ปัญหาฐานข้อมูลบัตรประชาชนล่ม ปัญหาขัดแย้งภายในกระทรวง ตามลำดับ

ส่วนบุคคลฝั่งรัฐบาลที่ประชาชนอยากจะให้ชี้แจงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจมากที่สุด นั้น ร้อยละ 72.9 อยากฟังน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ชี้แจงมากกว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ในขณะที่ร้อยละ 27.1 อยากฟัง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นผู้ชี้แจงมากกว่า ขณะที่ฟากฝั่งฝ่ายค้านนั้นประชาชนร้อยละ 56.2 อยากฟัง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อภิปรายมากกว่า นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์

ทั้งนี้ที่น่าพิจารณาคือ เมื่อถามถึงนโยบายรัฐบาลที่น่าเป็นห่วงว่าจะมีการทุจริต เมื่อตอบได้มากกว่า 1 นโยบาย พบว่า 5 อันดับแรกได้แก่
ร้อยละ 70.7 รู้สึกเป็นห่วงการรับจำนำข้าว
รองลงมาคือร้อยละ 67.6 ระบุการแจกแทบเล็ตนักเรียน
ร้อยละ 57.7 ระบุบัตรเครดิตชาวนา
ร้อยละ 56.8 ระบุการแก้ไขป้องกันปัญหายาเสพติด
และร้อยละ 55.4 ระบุบัตรเครดิตพลังงาน



ที่มา:http://news.mthai.com/headline-news/184211.html

เผยราคา ต้นทุน โลโก้แบรนด์ดัง

MThai News: เว็บไซต์สต๊อค โลโกส์ รวบรวมค่าใช้จ่ายสำหรับโลโก้ของสินค้าแบรนด์ดังทั่วโลก บางแบรนด์นั้นไม่มีค่าใช้จ่าย บางแบรนด์ก็มีค่าใช้จ่ายเพียงไม่กี่บาท และก็มีที่ค่าใช้จ่ายสูงมากเช่นกัน




1. โคคา-โคลา : 0 ดอลลาร์
โลโก้ออกแบบโดย แฟรงค์ เอ็ม. โรบินสัน ซึ่งเป็นนักบัญชี และคู่สมรสของผู้ก่อตั้งโค้กเมื่อปี 2429 ซึ่งโรบินสัน เป็นคนเสนอชื่อโคคา-โคลา และคิดว่า ตัวอักษร”C” 2 ตัวควรจะดูดีในโฆษณา เขาต้องการสร้างโลโก้ที่ไม่ซ้ำกับใคร และทดลองเขียนชื่อบริษัทด้วยตัวเขียนแบบสเปนเซอเรียน ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นเครื่องพิมพ์ดีด


2. กูเกิล : 0 ดอลลาร์
โลโก้แบบดั้งเดิมนั้น ผู้ร่วมก่อตั้งกูเกิล เซอร์เกย์ บริน เป็นผู้ออกแบบเมื่อปี 2541 โดยใช้โปรแกรมกราฟิกฟรี ชื่อ จีไอเอ็มพี หลังจากนั้น รูธ เคดาร์ เพื่อนของบริน และลาร์รี่ เพจจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด นำเอาไปปรับเป็นโลโก้กูเกิลในยุคต่างๆจนถึงปัจจุบัน


3. ทวิตเตอร์ : 15 ดอลลาร์ (ราว 450 บาท)
โดยซื้อสิทธิของ “นกทวิตเตอร์” ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในปัจจุบันจากเวบไซต์ไอสต็อคโฟโต้ ในราคา 15 ดอลลาร์เท่านั้น ศิลปินเจ้าของผลงานนกทวิตเตอร์ คือไซม่อน อ๊อกเลย์ ชาวอังกฤษที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น




4. ไนกี้ : 35 ดอลลาร์ (ราว 1,050 บาท)
ผู้ร่วมก่อตั้งไนกี้ ฟิล ไนท์ ซื้อโลโก้มาจากนักศึกษาทางด้านกราฟิกดีไซน์ คาโรลิน เดวิดสัน เมื่อปี 2514 โดยเสนอให้เธอชั่วโมงละ 2 ดอลลาร์ เพื่อออกแบบตาราง กราฟ และโลโก้

5. เอ็นรอน : 33,000 ดอลลาร์ (ราว 99,000 บาท)
เอ็นรอน จ่าย 33,000 ดอลลาร์ให้พอล แรนด์ กราฟิกดีไซน์เนอร์ชื่อดังชาวอเมริกัน ที่ได้ชื่อว่าเป็น “บิดาแห่งวงการกราฟิกดีไซน์” ออกแบบโลโก้เอ็นรอนในช่วงทศวรรษ 1990




6. กีฬาโอลิมปิก 2012 ที่ลอนดอน : 625,000 ดอลลาร์ (ราว 18.75 ล้านบาท)
คณะกรรมการจัดการโอลิมปิก 2012 จ่ายเงินกว่า 18.75 ล้านบาท ซึ่งออกแแบบโดย โวล์ฟฟ์ โอลินส์ เมื่อปี 2550 โลโก้นี้ถูกวิจารณ์ว่าเทอะทะเกินไป และดูๆไปแล้วคล้ายกับลิซ่า ซิมสัน ตัวการ์ตูนในเดอะซิมสัน กำลังทำรักด้วยปาก




7. เป๊บซี่ : 1 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 30 ล้านบาท)
อาร์เนลล์ กรุ๊ป ออกแบบโลโก้ให้เป๊บซี่ใหม่เมื่อปี 2551 เว็บไซต์สต๊อค โลโกส์ ระบุว่า ราคาดังกล่าวเป็นแพคเก็จที่รวมถึงการทำแบรนดิ้งทั้งหมดให้กับเป๊บซี่



8. บีบีซี : 1.8 ล้านดอลลาร์ (ราว 54 ล้านบาท)
เมื่อปี 2540 บีบีซีเปลี่ยนโลโก้ของบริษัทจากอักษรตัวเอียงและสีด่างมาเป็นตัวหนังสือกิลล์ แซนส์ แบบเรียบง่าย




9. บีพี : 211 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6,330 ล้านบาท)
เว็บไซต์สต๊อค โลโกส์ ระบุว่า บีพีใช้เงินราว 6,330 ล้านบาท ในการออกแบบโลโก้ของบริษัทเมื่อปี 2551 ขณะที่ก่อนหน้านี้ เมื่อปี 2544 บริษัทโฆษณา โอกิลวี่ แอนด์ มาเธอร์ ช่วยบีพีเปลี่ยนภาพลักษณ์ โลโก้ รวมถึงแท็กไลน์ของเว็บไซต์ ซึ่งอธิบายพันธกิจของบริษัท และความแตกต่างจากคู่แข่ง





ที่มา:http://news.mthai.com/world-news/184056.html